วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669


เตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมระวังอันตรายจากงูกัด แนะวิธีปฐมพยาบาล ตั้งสติ-แจ้ง1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ


          ในช่วงที่หลายๆพื้นที่เกิดประสบอุทกภัย บางพื้นที่มีน้ำท่วมขังสูง และมีแนวโน้มขยายไปในวงกว้างทำให้สัตว์มีพิษ เช่น ปลิง ตะขาบ แมงป่อง หรือแม้กระทั่งงู ไม่ว่าจะเป็นงูเหลือมงูเขียว งูเห่า อาจหนีน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ตามบ้านเรือนของประชาชนส่งผลให้ประชาชนหลายรายได้รับอันตรายได้  ซึ่งจากสถิติการเข้ารักษา นอกจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินทั่วไปแล้วสาเหตุที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉินพบบ่อย คือ การถูกงูกัด ซึ่งบางพื้นที่มีประชาชนถูกงูพิษกัดจนได้รับบาดเจ็บหรือบางรายถึงขั้นเสียชีวิต
          โดยงูมีพิษ แบ่งได้เป็น 1.พิษต่อระบบประสาทอาทิ งูเห่า งูจงอาง ส่งผลทำให้เกิดอัมภาพ ลืมตาไม่ได้ และที่สำคัญคือทำให้หยุดหายใจจนอาจเสียชีวิตได้2.พิษต่อโลหิตอาทิ งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้ ทำให้มีเลือดออกตามที่ต่างๆ อาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากพิษงูทำให้เลือดไม่แข็งตัว และ 3.พิษต่อกล้ามเนื้อ อาทิ งูทะเล ทำอัตรายต่อกล้ามเนื้อเป็นต้น


           ดังนั้นการปฏิบัติตัวช่วงภาวะน้ำท่วมจึงมีความสำคัญมากที่สำคัญคือ ไม่ควรลุยน้ำ หรือหากจำเป็นควรแต่งกายมิดชิดและควรสังเกตและระมัดระวังอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากถูกสัตว์มีพิษหรืองูกัด นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้คำแนะนำว่า ก่อนอื่นคือต้องตั้งสติอย่าตกใจเกินเหตุ เพราะบางรายถูกงูกัดแต่อาจไม่ได้รับพิษ และในกรณีที่ได้รับพิษจะต้องต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงจึงจะเริ่มมีอาการรุนแรงจากนั้นให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือแอลกฮอล์ แต่ห้ามกรีดแผล ดูดแผล ใช้ไฟจี้ดื่มสุรา กินยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของแอสไพรินเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแต่กลับมีผลเสีย คือ เพิ่มการติดเชื้อ เนื้อตาย หรือไปเสริมฤทธิกับพิษงู

          จากนั้นให้ผู้ป่วยฉุกเฉินนอนนิ่งๆ จัดให้ส่วนที่ถูกงูกัดอยู่ระดับต่ำกว่าหัวใจ อย่าเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นเพื่อชะลอการดูดซึมพิษงูเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองและเส้นเลือดดำไหลเวียนเข้าหัวใจ และให้หาไม้ดามบริเวณที่ถูกงูกัดแล้วใช้ผ้าพันให้แน่นพอประมาณเหนือแผลงูกัดประมาณ5-15 ซม. แต่ไม่ควรทำการขันชะเนาะ เพราะอาจทําให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้น ๆขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดเนื้อตายได้ และรีบนำผู้ถูกงูกัดส่งสถานบริการสาธารณสุขที่ใกล้ที่สุดและโดยเร็วที่สุด โดย ระหว่างการนำส่งสถานบริการสาธารณสุขถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ทำการช่วยหายใจ โดยการกดนวดหัวใจ จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล และผู้ประสบเหตุควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงลักษณะงูหรือถ้าเป็นไปได้หากนำซากงูไปด้วย

          ทั้งนี้หากผู้ประสบภัยมีอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ควรรีบโทรแจ้งเพื่อขอรับความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้ที่สายด่วน 1669และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อย่ารีรอ เพราะทุกนาทีหมายถึงชีวิต


ที่มา  สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์

    หัวใจ ( Heart )
    หลอดเลือด ( Blood Vessel )
    เลือด ( Blood )


1. หัวใจ ( Heart )
           หัวใจของคนตั้งอยู่ในบริเวณทรวงอก ระหว่างปอดทั้งสองข้าง ค่อนไปทางซ้าย ภายในมีลักษณะ เป็นโพรงแบ่งออกเป็น 4 ห้อง โดยแบ่งเป็นห้องบน 2 ห้อง เรียกว่า เอเตรียม ( Atrium ) ห้องล่าง 2 ห้อง เรียกว่า เวนตริเคิล ( Ventricle ) หัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้ายมี
ลิ้นไบคัสปิด ( Bicuspid ) คั่นอยู่ ส่วนห้องบนขวาและล่างขวามีลิ้นไตรคัสปิด ( Tricuspid) คั่นอยู่ ซึ่งลิ้นทั้ง 2 ทำหน้าที่คอยเปิด-ปิด เพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ   หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดโดยการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจเป็นจังหวะ ทำให้เลือดไหลไปตามหลอดเลือดต่าง ๆ

          เราสามารถตรวจสอบการทำงานของหัวใจ โดยการจับชีพจร 
             อัตราการเต้นของชีพจรของคนในสภาพปกติอยู่ระหว่าง 60-100 ครั้งต่อนาที


รูป แสดง หัวใจคน และการหมุนเวียนของเลือดผ่านหัวใจ



2. หลอดเลือด ( Blood Vessel ) การหมุนเวียนของเลือดจากหัวใจไปและกลับจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้นต้อง อาศัยหลอดเลือด ซึ่งมีอยู่ ทั่วร่างกาย หลอดเลือดในร่างกายคนเราแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
          1. หลอดเลือดอาร์เทอรี ( Arteries ) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เลือดที่อยู่ในหลอดเลือดนี้เป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนมาก ยกเว้นเลือดที่ส่งไปยังปอด ซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก หลอดเลือดอาร์เทอรีมีผนังหนาไม่มีลิ้นกั้น มีความแข็งแรง เพื่อให้มีความทนทานต่อแรงดันเลือดที่ถูกฉีดออกจากหัวใจ
         2. หลอดเลือดเวน ( Vein ) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจ เลือดที่อยู่ในหลอดเลือดนี้เป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูง ยกเว้นเลือดที่นำจากปอดมายังหัวใจ จะเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูง ภายในหลอดเลือดนี้จะมีลิ้นป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
          3. หลอดเลือดฝอย ( Capillaries ) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กละเอียดเป็นฝอยติดต่ออยู่ระหว่างแขนงเล็ก ๆ ของหลอดเลือดอาร์เทอรีและหลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอยมีผนังบางมาก เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนสารอาหาร แก๊ส และสิ่งต่าง ๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย






3. เลือด ( Blood ) ในร่างกายคนเรามีเลือดอยู่ประมาณร้อยละ 9-10 ของน้ำหนักตัว เลือดมีส่วนประกอบ ที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
          1. ส่วนที่เป็นของเหลว ซึ่งเรียกว่า น้ำเลือด หรือพลาสมา ( Plasma ) มีอยู่ประมาณร้อยละ55 ของปริมาณเลือดที่ไหลอยู่ในร่างกาย ในน้ำเลือดประกอบด้วยน้ำ ร้อยละ 91 นอกนั้นเป็นสารอื่น ๆ ได้แก่ สารอาหารต่าง ๆ เอนไซม์ ฮอร์โมน และแก๊ส รวมทั้งของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ เช่น ยูเรีย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร เอนไซม์ ฮอร์โมน และแก๊สกลับไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย และลำเลียงของเสียต่าง ๆ มายังปอดเพื่อขับออกจากร่างกาย
          2. ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือด และเกล็ดเลือด ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 45 ของปริมาณเลือดทั้งหมด

               2.1 เซลล์เม็ดเลือดมีอยู่ 2 ชนิด คือ
                        1) เซลล์เม็ดเลือดแดง ( Red Blood Cell ) มีรูปร่างค่อนข้างกลมแบน ตรงกลางบุ๋มเข้าหากัน เมื่อโตเต็มที่ไม่มีนิวเคลียส ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นสารประเภทโปรตีนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ซึ่งมีเหล็กเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ฮีโมโกลบิน มีสมบัติในการรวมตัว กับแก๊ส ออกซิเจน ได้ดีมาก เซลล์เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และลำเลียงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปสู่ปอดเพื่อทำการแลกเปลี่ยนแก๊ส เซลล์เม็ดเลือดแดงสร้างที่ไขกระดูก และเซลล์เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 110-120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม
                      2) เซลล์เม็ดเลือดขาว ( White Blood cell ) มีรูปร่างกลม ขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง ไม่มีนิวเคลียส เซลล์เม็ดเลือดขาว ในร่างกาย มีอยู่หลายชนิด ทำหน้าที่ต่อต้านและทำลาย เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย แหล่งที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวได้แก่ ม้าม ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง เซลล์เม็ดเลือดขาวมีอายุประมาณ 7-14 วัน ก็จะถูกทำลาย  เกล็ดเลือด ( Blood Platelet ) เป็นส่วนประกอบของเลือดที่ไม่ใช่เซลล์ มีขนาดเล็กมาก ไม่มีสี ไม่มีนิวเคลียส ทำหน้าที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเมื่อเลือดออกสู้ภายนอกร่างกาย และช่วยห้ามเลือดในกรณีที่เกิดบาดแผล โดยจับรวมตัวกันเป็นกระจุกร่างแหอุดรูของหลอดเลือดฝอยทำให้เลือดหยุดไหล แหล่งที่สร้างเก,ดเลือดได้แก่ ไขกระดูก เกล็ดเลือดมีอายุ 4 วันเท่านั้นก็จะถูกทำลาย


          วัคซีน เป็นเชื้อโรคที่ตายหรืออ่อนฤทธิ์ ฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรคนั้น ๆ
          เซรุ่ม คือ แอนติบอดีที่ได้จากคนหรืสัตว์ซึ่งการให้เซรุ่มจะให้กับร่างกายในกรณีที่โรคนั้นแสดงอาการอย่างรวดเร็วและรุนแรง ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ทันและหรือไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน



ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย



1. เลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำ จะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา (Right Atrium )
2. เมื่อหัวใจบีบตัวเลือดจะไหลจากหัวใจห้องบนขวา ผ่านลิ้นหัวใจลงสู่ห้องล่างขวา ( Right Ventricle )
3. เมือหัวใจห้องล่างขวาบีบตัว เลือดจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดไปยังปอด เมื่อมีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจน เลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ( Left Atrium )
4. เมื่อหัวใจห้องบนซ้ายบีบตัว เลือดจะไหลผ่านลิ้นหัวใจลงสู่ห้องล่างซ้าย(Left Ventricle )
5. เมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว เลือดจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเมื่อเลือดมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำก็จะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนชวาเป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป


                                                             ที่มา http://iamblueblood.exteen.com/20080821/entry-3



โรคกระเพาะอาหาร...คืออะไร







1. โรคกระเพาะ คืออะไร

          พูดถึงโรคกระเพาะ บางคนนึกไปถึงการที่มีแผลในกระเพาะอาหาร แล้วก็เกิดอาการเจ็บปวดขึ้น ... นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นคำ ว่าโรคกระเพาะ เป็นภาษารวมๆ หากจะเปรียบเทียบเป็นภาษาอังกฤษก็คงจะเขียนว่า Dyspepsia ซึ่งกินความอาการ จุก แน่น เสียด เจ็บ ปวดที่บริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบน ... ดังนั้นคำว่าโรคกระเพาะจึงเป็นคำบอกอาการ ซึ่งทั้งนี้โรคกระเพาะสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มที่มีแผล(แผลใหญ่ๆ แผลจุดเลือดออกเล็กๆหรือแม้กระทั่งมะเร็ง) และกลุ่มที่ไม่มีแผล
อีก อย่างหนึ่ง อาการโรคกระเพาะ อาจจะทำให้นึกถึงว่าเป็นโรคของกระเพาะอาหาร แต่ความจริงแล้ว อาการโรคกระเพาะ เกิดได้จากความผิดปกติของโรคตั้งแต่ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ถุงน้ำดี หรือแม้แต่ลำไส้ใหญ่



2. เมื่อการแพทย์เชื่อกันผิดๆมากว่า100ปี
          หากเมื่อสัก30ปีก่อน มีแพทย์มาบอกคุณว่าจะรักษาโรคกระเพาะด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบ คุณคงเปลี่ยนไปรักษากับแพทย์คนอื่นแน่ๆ แต่เรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมานี้มีแพทย์ชาวออสเตรเลียสองท่านได้รับรางวัลโนเบลในสาขา สรีรศาสตร์หรือการแพทย์ก็คือ J. Robin Warren และ Barry J. Marshall ในฐานะที่เป็นผู้ค้นพบว่า โรคแผลในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ H. pyroli และได้หักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าโรคกระเพาะทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเกิดมาจากความเครียดและการกินอาหารไม่ตรงเวลาซึ่งเชื่อกันมากว่า100ปี

          หลังจากการประกาศความรู้ใหม่นี้ตั้งแต่เมื่อ10กว่าปีก่อน การรักษาโรคกระเพาะได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่เคยมีมาก่อน ช่วงที่กระแสความรู้นี้ออกมาใหม่ๆ การรักษาโรคกระเพาะได้หันเหไปในทางการฆ่าเชื้อ H. Pylori ... และในที่สุด ปัจจุบันก็พบว่าโรคแผลในกระเพาะอาหารที่พบมีทั้งที่เกิดจากเชื้อและที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ


3. สาเหตุของโรคกระเพาะ
          ช่วงที่มีข่าวเรื่องนี้ ผู้ป่วยบางคนถึงกับหลงคิดไปเลยว่าโรคกระเพาะทั้งหมดเกิดจากเชื้อโรค แต่ความจริงโรคกระเพาะและแผลในกระเพาะ ต่างมีสาเหตุได้หลายอย่าง สาเหตุต่างๆก็ได้แก่
               - ยาบางชนิด ยาหลายชนิดมีส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องโรคกระเพาะ แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหาในบ้านเรามากที่สุด เห็นจะเป็นยากลุ่มแก้ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ และยาสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่พบว่าใช้กันบ่อยและใช้กันผิดๆจนก่อโรคกระเพาะ
               - บุหรี่ การสูบบุหรี่จะลดการสร้างสารป้องกันกระเพาะ และส่งเสริมการสร้างกรดในกระเพาะ จึงทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะและเมื่อเกิดแผลในกระเพาะก็จะหายได้ยาก
               - เหล้า กาแฟ ชา เป็นกลุ่มเครื่องดื่มที่ส่งเสริมการสร้างกรดในกระเพาะ
               - เชื้อโรค อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ เชื้อH pylori
               - โรคของอวัยวะใกล้เคียงของช่องท้อง เช่นโรคของตับ โรคของถุงน้ำดี(นิ่ว) ตับอ่อน พวกนี้อาการเริ่มแรกอาจจะเป็นอาการปวด และทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะได้
               - โรคการทำงานของกระเพาะและลำไส้ที่ผิดปกติ เป็นโรคที่เมื่อตรวจไปเสร็จแล้วไม่พบว่ามีแผลหรือลักษณะผิดปกติแต่อย่างใด แต่การทำงานของกระเพาะลำไส้ผิดปกติไปเองเช่นเคลื่อนไหวแรงหรือบีบตัวย้อนทาง จนก่ออาการปวด โรคในกลุ่มนี้ก็อย่างเช่นกลุ่ม IBS GERD
               - มะเร็ง เจอไม่มากแต่เป็นสิ่งที่แพทย์และผู้ป่วยต้องร่วมมือกันในค้นหาเพื่อจะได้รักษากัน อย่างถูกต้องและไม่หลงทางไปรักษาอาการปวดแต่อย่างเดียวบางคนอาจจะเถียงว่า โรคในสามข้อล่างไม่ใช่โรคกระเพาะ แต่อย่าลืมนะครับว่าคนเราไปหาหมอ ไปหาด้วยอาการ ไม่ได้ไปหาด้วยชื่อโรค ดังนั้นก็ต้องคำนึงถึงโรคพวกนี้ไว้ด้วย


4. ส่องกล้อง จำเป็นหรือไม่ จะทำเมื่อไหร่
          ถ้าเปิดตำราต่างประเทศ จะพบว่ามีการแนะนำให้ส่องกล้องผ่านทางปากเพื่อจะได้เห็นว่ากระเพาะและลำไส้ เป็นอย่างไร และดูว่ามีอะไรที่สงสัยมะเร็งหรือไม่ แต่นั่นก็ต่อเมื่อได้ทำการรักษาไปแล้วในช่วง1-2เดือน
ในไทยยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่ ทั้งที่ประเทศไทยต่างมียาแปลกใหม่ราคาแพงโอฬารตระการตา แต่การรักษายังมีแง่มุมอื่นนอกจากการใช้ยา นั่นคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งการรักษาด้วยยาจะได้ผลน้อยมากหากผู้ป่วยเองไม่ได้หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น
การส่องกล้องที่ดี จะทำเมื่อรักษาอย่างถูกต้องแล้วเป็นเวลา1-2เดือน(ถ้ามีแผล รักษาก็น่าจะหายแล้ว)แล้วยังมีอาการอยู่ การส่องกล้องจะเข้าไปดูได้ว่ามีแผลหรือไม่ ถ้ามีแผลก็สามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจดูได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หรือมีเชื้อหรือไม่
อย่างไรก็ดีก็อาจจะส่องกล้องทันทีครับ หากมีอาการที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง



5. สัญญาณอันตราย
          สัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้ จะเป็นข้อมูลที่ทำให้แพทย์ส่งส่องกล้องดูกระเพาะอาหารโดยไม่รอการรักษาด้วยยากิน
น้ำหนัก ลดผิดปกติ(มากกว่า10%ใน3เดือน) เบื่ออาหารมาก กลืนลำบาก ถ่ายอุจจาระดำหรือมีเลือดปน ลักษณะการถ่ายอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิม ซีดโลหิตจาง อาการรุนแรง มีประวัติโรคมะเร็งของทางเดินอาหารในครอบครัว


6. กินยาโรคกระเพาะโดยไม่ต้องส่องกล้องดีหรือไม่
          ปัญหาการรักษาอย่างหนึ่งก็คือผู้ป่วยหลายคนไม่อยากส่องกล้อง และคิดว่าแค่กินยาไปเรื่อยๆก็น่าจะพอ ซึ่งนั่นไม่เพียงพอ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าสาเหตุของโรคกระเพาะยังมีโรคจากการติดเชื้อและ มะเร็ง ซึ่งหากรักษาด้วยยาลดกรดเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีทางหาย
          ข้อควรรู้คือ มะเร็งกระเพาะ กินยาลดกรดในกระเพาะ ก็หายปวดท้องได้....
ดังนั้นถ้าแพทย์บอกว่าควรส่องก็น่าจะไปส่องครับ

7. ประโยชน์ของการรักษาตามแนวทางการรักษา
          ปกติแพทย์จะสั่งยาตามมาตรฐานการรักษาอยู่แล้ว หากแต่ว่าการรักษายังต้องการความร่วมมือในการหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นจากผู้ป่วย
ถ้าผู้ป่วยกินเหล้า สูบบุหรี่ กินยาแก้ปวดเป็นประจำและไม่ยอมหยุดยา ก็จะเกิดปัญหาตามมา ก็คือ ถึงเอาไปส่องกล้องก็จะมีโอกาสเจอแผลในกระเพาะสูง จนทำให้แพทย์หลายคนในรพ.รัฐเบื่อที่จะต้องส่องกล้องกระเพาะอาหาร เพราะผู้ป่วยบางคน ไม่ยอมหยุดปัจจัยเสี่ยง แต่ก็ต้องการยาลดกรด นอกจากนี้บางคนยังมีความต้องการส่องกล้องหลายๆครั้ง กล่าวโทษผู้รักษา(ว่ารักษาไม่ดี) ต้องการยาเกินความจำเป็น ก่อความเครียดในทั้งผู้ป่วยและแพทย์

          นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เกิดความล่าช่าในการตรวจหามะเร็ง
อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ผมเคยส่องกล้องกระเพาะอาหารในผู้ป่วยซึ่งไม่ยอมหยุดการสูบ บุหรี่ดื่มเหล้าและใช้ยาแก้ปวด ส่องไปก็พบแผลขนาดครึ่งซม.เป็นสิบแผลกระจายกันตามตำแหน่งต่างๆ ครั้นจะตัดชิ้นเนื้อจากทุกแผล ก็ทำได้ยาก ทำได้เพียงแต่ชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่ามีแผลมากมาย น่าจะหยุดปัจจัยเสี่ยงได้แล้ว.... (ครั้งสุดท้ายที่พบผู้ป่วยรายนี้ ก็ยังเลิกตัวกระตุ้นเหล่านี้ไม่ได้และยังปวดท้อง)

         ในทางกลับกัน ผู้ป่วยที่ร่วมมือในการรักษาอย่างดี ยอมหยุดปัจจัยเสี่ยงทุกตัว เมื่อนำมาส่องกล้องพบแผลไม่มาก ตัดไปตรวจพบว่ามีการติดเชื้อH pylori จากนั้นได้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรด (สุดท้ายน่าจะหาย แต่ผมก็ไม่ได้เจอผู้ป่วยคนนี้อีกเลย)
ดังนั้นประโยชน์หลักก็คือสามารถตรวจและรักษาได้อย่างดี หากรักษาตามแนวทาง
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์รองก็คือ "ประหยัด"

          ยา ม็ดลดกรดranitidine  ราคาประมาณ 50สต.ต่อหนึ่งเม็ด... เมื่อรักษาแล้วไม่หาย แพทย์หลายคนจะปรับเปลี่ยนเป็นยาในกลุ่มPPI เช่นOmeprazole เม็ดละ12บาท (สมัยนี้มีขององค์การเภสัชกรรม ราคาเม็ดละบาท ส่วนรพ.เอกชนปัจจุบัน ก็จะมียากลุ่มนี้อีกหลายๆตัว บางตัวเม็ดละ 50 กว่าบาท) ซึ่งเมื่อปรับเป็นกลุ่มนี้ก็มักปรับเปลี่ยนยาได้ยาก
ผู้ป่วยหลายคน เมื่ออาการไม่ดีขึ้นก็ปรับการใช้ยาเอง จากวันละ1-2เม็ด เป็นกินวันละ4-5เม็ด เสียค่าใช้จ่าย(งบประมาณรัฐ)ไปกับยาเดือนละหลายพันบาท และเสียค่าใช้จ่าย(เงินส่วนตัวผู้ป่วย)ไปกับเหล้าบุหรี่ เดือนนึงๆก็เป็นพันๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกคือเสียเงินเพื่อทำร้ายตนเองแล้วไม่พอ ยังเบียดเบียนเงินที่จะไปช่วยเหลือผู้อื่นอีก

8. นิ่วในถุงน้ำดี กับโรคกระเพาะ
          บาง ครั้งผู้ป่วยได้รับการตรวจพิเศษอย่างอื่นมาก่อนในอดีต แล้วได้พบว่ามีก้อนนิ่วในถุงน้ำดี ... บางครั้งผู้ป่วยก็สงสัยว่าทำไมปวดท้อง มีนิ่วแต่ทำไมไม่ทำอะไรกับนิ่ว
ต้องบอกว่า หลายๆครั้งคนเรามีนิ่วในถุงน้ำดีโดยไม่มีอาการ ดังนั้นการรักษาจึงขึ้นอยู่กับว่าอาการปวดนี้เป็นปวดลักษณะที่เข้าได้กับ นิ่วหรือไม่ ,และได้หาสาเหตุอื่นๆที่เป็นไปได้หรือยัง
พบว่าบางคนการตัดถุงน้ำดีหรือนิ่วออกไปไม่ได้ทำให้หายปวดท้อง
ร้าย ไปกว่านั้น บางคนมีอาการปวดท้องที่เกิดจากการการย่อยไขมันที่ผิดปกติ เมื่อตัดถุงน้ำดีและนิ่วในนั้นไปแล้วปรากฏว่าแทนที่จะหายก็กลายเป็นปวดเสีย ยิ่งกว่าเดิม

9. อาหารของโรคกระเพาะ
          ถึง แม้ว่าโรคแผลในกระเพาะจะมีเหตุจากเชื้อโรคได้ แต่ว่าโรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคก็ยังมีอีกมากโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ มีแผล การดูแลแบบเดิมๆที่ทุกคนรู้จักกันดีก็ยังมีประโยชน์อยู่ได้แก่
               - กินอาหารให้ตรงเวลา
               - ไม่กินอาหารรสจัด(เค็ม เผ็ด เปรี้ยว) อาหารหมักดอง อาหารมันๆ
               - ไม่กินของที่มีแก็สหรือก่อแก็ส เช่น น้ำอัดลม ผลิตภัณฑ์จากถั่ว(เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง)
               - กินผักผลไม้เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี

10. สมุนไพรสามารถรักษาโรคกระเพาะได้หรือไม่
          เคย มีอยู่พักหนึ่งที่มีการพูดถึงสารเปลาโนทอลว่าสามารถเอาไปผลิต เป็นยารักษาโรคกระเพาะได้ ช่วงนั้นจำได้ว่าในตลาดค้ายาลูกกลอนมีสมุนไพรที่อ้างสรรพคุณรักษาโรคกระเพาะ ยาไทยๆหลายตัวรวมทั้งพืชผักในครัว หลายชนิดมีฤทธิ์สามารถลดอาการจุกเสียดแน่นเฟ้อได้ดีมาก หาได้ง่าย ราคาถูกและปลอดภัย ดังนั้นถ้าถามว่าสมุนไพรรักษาอาการโรคกระเพาะได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า "ได้"
แต่สิ่งที่ต้องระวังไว้อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นก็คือ พวกยาที่อ้างว่าเป็นสมุนไพรที่วางขายในท้องตลาด หลายๆตัวผสมสารกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ากินอาหารได้ดีขึ้น อาการเหมือนดีขึ้น แต่ที่จริงแล้วการใช้สเตียรอยด์เป็นประจำจะทำให้กระเพาะเสี่ยงต่อการเกิดแผล และทะลุได้ง่าย
          ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพร จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง หากเป็นไปได้ก็ควรทำเองหรือซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้ครับ




ข้อควรปฏิบัติ 
• กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย 
• กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ 
• กินอาหารจำนวนน้อย ๆ แต่บ่อย ไม่ควรกินจนอิ่มในแต่ละมื้อ 
• หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของดอง น้ำอัดลม 
• งดบุหรี่ และงดดื่มสุรา 
• งดการใช้ยาแอสไพริน และยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก ทุกชนิด (NSAID) 
• ผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวลทั้งหลาย 
• ควรพักผ่อนให้เพียงพอ 
• ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายอุจจาระดำ, ปวดท้องรุนแรง หรือเบื่ออาหารน้ำหนักลดลงมาก ควรรีบไปหาแพทย์ 



                                          ที่มา  http://atcloud.com/stories/68001

สุดยอดรายการเชฟกระทะเหล็กไทยแลนด์



ภาพนี้ใช้เพื่อประกอบคำบรรยายเท้านั้น


              เชฟกระทะเหล็ก (Iron Chef) ... นับเป็นสุดยอดรายการการทำอาหารจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เคยมีการนำบางเทปมาออกอากาศกระตุ้นต่อมน้ำลายของคนชอบกินชาวไทย ทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี แต่มาวันนี้ มีรายการ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย แล้วนะจ๊ะ นำเสนอโดยช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ ซึ่งเพิ่งได้ฤกษ์ลงจอเทปแรกกันไปเมื่อค่ำคืนวันพุธที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา
              แต่ก่อนจะไปพูดถึงฟีตแบ็คของรายการ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย เรามาลองทำความรู้จักกับรูปแบบรายการนี้กันสักหน่อยดีกว่า... ขึ้นชื่อว่า เชฟกระทะเหล็ก ย่อมไม่ธรรมดาแน่ ๆ เพราะเป็นรูปแบบรายการแข่งขันทำอาหารที่ยิ่งใหญ่อลังการ เข้มข้นทั้งเกมการแข่งขัน เนื้อหาสาระด้านอาหาร รวมถึงการถ่ายทำ และฉากในรายการ จนได้รับการยอมรับและมีการซื้อลิขสิทธิ์มาจากบริษัทแม่อย่าง บริษัท ฟูจิ ครีเอทีฟ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น นำไปฉายทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ฯลฯ 


            สำหรับ เชฟกระทะเหล็กไทยแลนด์ นั้น ได้ทำการเนรมิตฉาก Kitchen Stadiam ฉากแข่งขันการทำอาหารในรายการขึ้นมาใหม่ โดยมีประธานในสนามแข่งขันคือ สันติ เศวตวิมล หรือที่รู้จักกันในนาม "แม่ช้อย นางรำ" ร่วมด้วย ชาคริต แย้มนาม ที่มารับหน้าที่พิธีกรผู้ดำเนินรายการส่วนเชฟกระทะเหล็กประจำรายการนั้นมี 4 คน ซึ่งเชี่ยวชาญการทำอาหารด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย...
          1. เชฟเอียน พงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย เจ้าแห่งศิลปะและนวัตกรรมใหม่ทางด้านอาหารยุโรป
          2. เชฟชัยเทพ ภัทรพรไพศาล (MR.LEE) กุนซือผู้รอบรู้วัตถุดิบอาหารจีน
          3. เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ ซามูไรแห่งศิลปะอาหารญี่ปุ่น
          4. เชฟชุมพล แจ้งไพร พ่อครัวใหญ่เจ้าแห่งสูตรอาหารไทย
           ทั้งนี้ ในช่วงแรกของรายการนั้น จะมีการเชิญเชฟผู้ท้าชิง 3 ท่าน มาร่วมรายการ (เทปแรกคือ เจ๊จง หมูทอด เชฟไกร และเชฟไบร์ท) มาแข่งขันกับดาราที่จะสลับสับเปลี่ยนมาโชว์ฝีมือปลายจวัก และเรียกเสียงฮาทุกสัปดาห์ ในชื่อทีมว่า "เชฟกระทะแหลก" ซึ่งในช่วงนี้ทั้งเชฟผู้ท้าชิง และเชฟกระทะแหลก จะต้องทำอาหารจากวัตถุดิบปริศนาที่เตรียมไว้ให้ 1 จาน ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

         
             ด่านต่อไป เชฟผู้ท้าชิง 3 คน จะต้องทำอาหารให้นักชิมปริศนาชิม และผู้ชนะก็ผ่านเข้าไปประลองฝีมือกับเชฟกระทะเหล็ก โดยเทปแรกนั้น เชฟไกร คือผู้ที่ผ่านเข้ารอบไปประลองฝีมือกับ เชฟเอียน สุดยอดเชฟอาหารยุโรป ภายใต้โจทย์วัตถุดิบหลักคือ ปลาเก๋ามังกรตัวบิ๊กเบิ้ม ยาว 1.80  เมตร หนัก 95 กิโลกรัม สร้างสรรค์เมนูอร่อยขึ้นมา 4 จาน ตัดสินโดยกรรมการดารา 3 ท่าน พิจารณาจาก รสชาติ, ความคิดสร้างสรรค์ สวยงาม และตอบโจทย์วัตถุดับหลักอย่างครบถ้วน
          ...เรียกได้ว่าตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม เชฟกระทะเหล็กไทยแลนด์ ก็จะเสิร์ฟทั้งความฮา และสอดแทรกเกร็ดความรู้เรื่องอาหารไว้อย่างเต็มอิ่ม 
          แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับในโลกไซเบอร์ ต่อการออกสตาร์ในเทปแรกของเชฟกระทะเหล็กไทยแลนด์นั้น ก็ดูจะรวดเร็วและถล่มทลายจริง ๆ โดยเสียงส่วนใหญวิพากษ์วิจารณ์ไปในเชิงติชมรายการ ที่ยังคงมีข้อบกพร่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งในเรื่องของฉาก มุมกล้อง ตัวกรรมการที่ไม่ใช่กูรูด้านอาหาร รวมไปจนถึงรูปแบบรายการในช่วงแรก ขณะเดียวกันก็มีเสียงชมการแข่งขันช่วงท้าย และแน่นอนกับการเปรียบเทียบกับต้นฉบับที่แฟนรายการตัวยง มักจะมองว่า ยังคงเทียบชั้นไม่ติดกับเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งทำให้มีแฟนรายการจำนวนไม่น้อยเข้ามาคอยให้กำลังใจทีมงานที่ทุ่มทุนสร้าง และหวังจะให้มีการปรับปรุงจุดด้อยในเทปต่อ ๆ ไป
          สำหรับใครที่เป็นนักชิม และชอบรายการการทำอาหารล่ะก็ คุณจะต้องไม่พลาดกับรายการ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ทุกคืนวันพุธ เวลา 22.45-00.45 น. ออกอากาศทางช่อง 7 สี นะจ๊ะ


                                                                   เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
                
                                                   ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/66997

ดังทั่วโลก! หนุ่มไทยแต่งงานกับศพ

เมื่อ [9 มกราคม] รักแท้มีจริง เจ้าบ่าวแต่งงานกับศพแฟนสาว


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก คุณ Chadil Deffy
            เชื่อเลยค่ะว่า ถ้าใครได้เห็นภาพงานแต่งงานเซ็ทนี้ หลายคนต้องน้ำตาคลอไปกับความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขาทั้งคู่ ...ถึงแม้ว่า จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเพียงไหน ถึงแม้ว่าโชคชะตาจะโหดร้ายและไม่เป็นใจ แต่ฝ่ายชายก็ยินดีที่จะทำตามสัญญา สวมแหวนแต่งงานให้กับคนรัก ในชุดเจ้าสาวที่นอนปราศจากลมหายใจในวันแต่งงานของพวกเขา ...
            โดยภาพงานแต่งงานดังกล่าวได้ถูกแชร์ต่อกันผ่านโลกออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กอย่างแพร่หลาย และถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นภาพเจ้าบ่าวที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า Chadil Deffy กำลังสวมแหวนแต่งงานให้กับเจ้าสาวพร้อมข้อความ "ขอเชิญร่วมงาน มงคลสมรสของผมและแอน พร้อมกับรดน้ำแอน ในวันที่ 4 ม.ค.55 ที่ วัดหลวงปู่สาม จ.สุรินทร์ มากันเยอะนะครับ" ทั้งนี้ทราบมาว่า คนรักของเขาประสบอุบัติเหตุถูกรถชน และเสียชีวิตไปเมื่อก่อนปีใหม่
            ถึงแม้ว่า วันนี้คนรักของเขาจะมีเพียงร่างที่ปราศจากลมหายใจ แต่ฝ่ายชายก็ไม่ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ บรรจงสวมแหวนไว้ในนิ้วนางข้างซ้ายของคนรัก พร้อมจุมพิตที่หน้าผาก ซึ่งเป็นภาพที่ชาวเน็ตเห็นก็ต่างพากันร้องไห้ ทั้งเสียใจและเสียดายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่า ... "รักแท้มีอยู่จริง" แม้ว่าเส้นทางชีวิตจะต้องจบลง แต่ความรักของเขาทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ตลอดไป...

Chadil Deffy : การกระทำของเราในสายพวกคุณมันคือรักที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเราแล้วมันคือความผิดพลาดที่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ขอบคุณทุกคนมากๆทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จำไว้ว่าชีวิตมันสั้น จงทำในสิ่งที่ปราถนา และดูแลคนที่คุณรัก ทั้ง พ่อแม่ พี่น้อง ก่อนที่จะไม่โอกาสได้ทำตอนลมหายใจยังมี ขอบคุณอีกครั้งนะครับ เราผ่านจุดนั้นได้และเพราะกำลังใจจากทุกคน ขอบคุณ
Chadil Deffy : ชีวิตเรามันสั้น เกินที่จะเป็นคนอื่น


กระปุกดอทคอมขอแสดงความเสียใจกับ คุณ Chadil Deffy ที่ต้องสูญเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่สุคติด้วยเทอญ...

                                                                       ที่มา  http://women.kapook.com/view35906.html

สมุนไพรกับอาหารไทย

          สมุนไพรที่ใช้ในอาหารไทยและใช้กันมากในเครื่องแกง เช่น พริกแห้ง พริกสด พริกไทย หัวหอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ เครื่องแกงบางอย่างจะใส่กระชาย ขมิ้น ขิง รากผักชีและเครื่องแกงบางอย่าง จะใส่ทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศ คือ ลูกผักชี ยี่หร่า กานพูล อบเชย ลูกจันทน์ หรือดอกจันทน์ การใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ ในรูปของน้ำพริกแกง จะมองไม่เห็นจะได้แต่กลิ่นในการใช้ ต้องใช้อย่างมีสัดส่วนถ้ามากเกินไปจะทำให้กลิ่นรสเป็นยา ถ้าใช้น้อยไปอาหารนั้นจะอ่อนเครื่องแกงไม่หอม
นอกจากนี้สมุนไพรที่ใส่ในอาหารโดยตรง เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย หอม กระเทียม ใบสะระแหน่ พริกแห้ง พริกสด กระชาย ขมิ้นขาว ใบโหระพา พริกไทยสด สมุนไพรแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่อง กลิ่น รส ความสำคัญของ

           สมุนไพรที่ใส่อาหารในรูปนี้ เพื่อช่วยลดความความของอาหาร เช่น ลดความคาวของปลา เนื้อ เป็นต้น อีกประการหนึ่งช่วยเพิ่ม ความหอมของอาหารจานนั้นๆ ความหอมของอาหารช่วยกระตุ้น ความอยากอาหารเมื่อได้กลิ่น เพิ่มความอร่อยของอาหารจานนั้นๆ ทำให้มีรสชาติต่างๆ กันในจาน ซึ่งเป็นรสชาติที่ยากจะบอกตรงนี้ คือ เสน่ห์ของอาหารไทย การที่จะกินสมุนไพรให้อร่อยต้องกินในรูปอาหารและจะทำให้ อาหารจานนั้นอร่อยขึ้นกับเหตุผลหลายอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ปริมาณที่ใส่ เช่น จะใส่ตะไคร้ซอย ปริมาณเท่าใดในพล่า หรือจะใส่ตะไคร้กี่ต้นในต้มยำกุ้ง และจะใส่เมื่อไรจึงจะทำให้อร่อย มีกลิ่นเป็นอาหารไม่เป็นกลิ่นยา เช่น ใส่ตะไคร้ในต้มยำเมื่อน้ำแกงเดือด
          สมุนไพรในอาหารไทยไม่เพียงแต่เพิ่มคุณค่าของความอร่อย มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา การที่จะกินให้อร่อย ต้องกินสมุนไพรที่ใส่ในอาหารนั้นด้วย จะเพิ่มรสชาติและแก้ความด้อย ของอาหารจานนั้น เช่น ต้มยำกุ้งกินแต่กุ้งหรือต้มยำปลากินแต่ปลา จะได้กลิ่นกุ้งกลิ่นปลาและรสชาติของกุ้งของปลา เมื่อกินตะไคร้ใบมะกรูด ในต้มยำจะทำให้กลิ่นและรสของกุ้งของปลาดีขึ้น หรือกิน แกงเขียวหวานไก่จะให้ความรู้สึกว่าเลี่ยน หวานมัน เมื่อกินใบโหระพาตาม จะลดความเข้มข้นของความหวานมันและถ้ายิ่งได้กินมะเขือพวง ในน้ำแกงเขียวหวานก็จะทำให้เลี่ยนและหวาน เพราะรสมะเขือพวง จะมีความขมเล็กน้อย
                                                                                       
                                                                                   ที่มา  http://www.samunpri.com/?p=4726